ปกติ ผมจะเขียน Blog เกี่ยวกับ เทคโนโลยี
กระบวนการทางธุรกิจ หรือการบริหารจัดการโครงการ
พูดง่ายๆว่า อะไรที่เกี่ยวกับ Enterprise Business
-
แต่วันนี้ ในฐานะ นักคิด นักปรัชญา และนักเดินทาง
ขอเสนอบทความเกี่ยวกับ
“ความไม่เห็นด้วยกับโลกเสรี”
-
ช่วงปีที่ผ่านมานี่ ผมวุ่นกับธุรกิจการเงินของผมอย่างมาก
จะเห็นได้จาก บริมาณ Blog ด้าน Enterprise Business
ไม่งอกเงยเลย
-
ใช่ครับ ผมกำลังสร้างความมั่นคงทางการเงิน
เพื่อให้เกิดความมั่นคงในชีวิต และเลิกหากินเลี้ยงปากท้อง
แต่เป็นการอยู่เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง โดยตัดปัญหาด้านการเงินไป
-
ฟังแล้วอาจจะงง เอาภาษาคนทั่วไปคือ
ผมกำลังลงทุน เพื่อให้ “เงิน” ทำงานหาเลี้ยงผมแทนตัวผม
แต่ผมจะทำไปทำไม???
ก็เพราะผมจะได้เอาเวลาเดิมที่เคยหาเลี้ยงตัวเอง ซึ่งเงินทำงานแทนไปแล้ว
ไปทำสิ่งที่ผมอยากทำ ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องทำเพื่อปาก เพื่อท้อง
-
เมื่อได้ศึกษาลึกในรายละเอียดเรื่องการเงินการลงทุน ระบบเศรษฐกิจ
ผมก็ได้ทราบถึง “ความฟอนเฟะของโลกเสรี”
-
ที่ผมเขียนบทความนี้ เพื่ออยากให้คนที่ได้อ่าน ซึ่งเข้าใจว่า
เป็นผู้สนใจใน Enterprise Business และเป็นผู้แสวงหาความรู้
ซึ่งอนาคต ต้องเป็นกลจักรสำคัญในแนววงธุรกิจไทย
ได้ตระหนักถึง “ความฟอนเฟะของโลกเสรี” นี้ไว้ให้ดี
เพราะวันหนึ่ง มันต้องเกิดขึ้นกับ “สังคมประชากินผัดไท” ของเราอย่างแน่นอน
-
ที่โลกยุคปัจจุบันกำลังเผญิชอยู่นี่คือ วิกฤตเศรษฐกิจในโลกฝั่งตะวันตก
จะเห็นได้ว่า ประเทศที่ปกครองด้วย “ประชากินผัดไท”
กำลังเจอปัญหาด้านเศรฐกิจกันอย่างท่วนหน้า ไม่ว่า ยุโรปหรืออเมริกา
ซึ่งประเทศพวกนี้ ตีตราหน้าตัวเองว่า “พัฒนาแล้ว” ทั้งนั้น
แต่ทำไมเป็นกันอย่างงี้…
-
ปัญหาที่เกิดขึ้น คือการพยายามสร้างความซับซ้อนในระบบเศรฐกิจ
เพื่อพยายามแสวงหา ช่องทางใหม่ๆในการหาผลประโยชน์จากการเงิน
-
Subprime เกิดจากการออก “หุ้นกู้” ซึ่งเอา สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน
แต่ปัญหาคือ ไม่มีความเข็มงวดในการออกสินเชื่อเหล่านั้น
พูดง่ายๆว่า ใครมากู้ ขอแค่ไม่ติด blacklist ก็ปล่อย เพราะความเสี่ยงไม่อยู่กับธนาคาร
แต่ความเสี่ยงเหล่านั้น ไปตกอยู่กับ “ผู้ซื้อหุ้นกู้” ซึ่งเป็นลูกค้าอีกฝั่งหนึ่งของธนาคาร
โดยหุ้นกู้เหล่านี้ ถูกอุปโลกอันดับว่าเป็นหุ้นเกรด AAA แต่แท้ที่จริงคือหนี้เน่า
-
วันนี้ผมไม่ได้มาเย้ยหยันความล้มเหลวของอเมริกา แต่จะมาบอกว่า
“โลกเสรี” ทุกอย่างอิสระ ทำให้ขาดการควบคุม…
จัดอันดับไปได้อย่างไร AAA กับหนี้เน่าพวกนี้…
แล้วเศรษฐกิจก็พัง…
-
คำถามคือว่า “หากมีการควบคุมการจัดอันดับ” หรือมีการออกกฏหมาย
เพื่อใช้กำกับดูแล สถาบันจัดอันดับ แล้วจะเข้ากับแนวคิดตลาดเสรีหรือ
แนวคิดตลาดเสรี ที่ตอน ป.6 เค้าสอนกันมีหลักง่ายๆคือ
“รัฐอย่ามาเสือกในกลไกลธุรกิจ ยิ่งรัฐยุ่งน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี”
-
แล้วถ้ารัฐไม่ควบคุมดูแล…
ก็จะเกิดหนี้เน่า แต่เป่าฝุ่นเป็นหนี้ดี แบบนี้ไง
ระบบเศรษฐกิจถึงได้ “เจ๊ง” แบบนี้ไง
จริงๆ ถ้าตามแนวคิดโลกเสรี ก็จะบอกว่า “มันไม่เจ๊งหรอก”
แค่ปรับตัวเข้าหาสมดุลใหม่ ก็แค่นั้น…
เดี๋ยวผู้คนในระบบโลกเสรี ก็ปรับตัวกันได้เองกับจุดสมดุลใหม่…
แต่สมดุลใหม่มันคือ คุณทำเงินหายไปจากหนี้เน่าที่เกิดขึ้น…
ซึ่งมันไม่ใช่แค่คุณทำงานหาย แต่คุณไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยเพราะทำเงินหาย
เม็ดเงินไม่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ยุคข้าวยากหมากแพงมาถึง…
-
แต่ต้นตอของปัญหาทั้งอเมริกาและยุโรป “ไม่ใช่” Subprime
แต่มันคือ พฤติกรรมของคนที่เกิดจาก “โลกเสรี” ซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว…
-
คุณๆก็รู้ใช่มั้ยครับ การมีสระว่ายน้ำในบ้าน ถือเป็นเรื่องปกติของชนชั้นกลางในสหรัฐ
แต่ชนชั้นกลางในไทย แค่มีทาวเฮาส์ 1 ห้องมีห้องส่วนตัวให้ลูกๆ ก็หรูแล้ว…
ความแตกต่างระหว่าง ประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาสูงมาก…
มันก็เกิดจากแนวคิดแบบ “โลกเสรี” ที่ว่าไม่ต้องมีกฏเกณฑ์ใดๆ ให้แข่งขันกันอย่างอิสระ
ไม่มีกติกาใดมาคุม ใครทำมาก โกงมาก เหี้ยมาก ก็ได้มาก
ใครทำน้อย มีคุณธรรม เผื่อแผ่ ก็อยู่แบบพอมีพอกินกันต่อไป…
-
มันเป็นเรื่องบ้าๆครับ…
-
ทรัพยากรของโลกมีจำกัด และทุกคนอยู่บนทรัพยากรเดียวกัน
ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งวัดจากรายได้ต่อหัวของประชากรเกินฐานองค์การระหว่างชาติกำหนดไว้นั้น
กำลังดูดกลืนทรัพยากรจากประเทศที่กำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา
พูดง่ายๆว่า พวกเขาสบาย เพราะเราลำบาก
พวกเค้าได้เปรียบทางการค้าเรา เอาเงินที่ได้ไปสร้างความมั่งคั่งให้ประชากรเค้า
ส่วนเราเมื่อเสียเปรียบทางการค้า ได้แต่ก้มหน้ารับกรรมในความไม่มีต่อไป
ซึ่งเรื่องพวกนี้มันก็อาจจะฟังดูแฟร์ตามแนวคิดโลกเสรี “ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย”
แต่มันก็มีปัญหาที่ตามมา…
-
โลกเสรี ทำให้ประชากรขี้เกียจ ไม่แสวงหา…
วิศวกร กับพนักงานเสิร์ฟอาหารในร้านอาหาร บนประเทศที่พัฒนาแล้ว มีรายได้ไม่ต่างกันมาก
ดังนั้น คนในประเทศเหล่านั้น ไม่เลือกที่จะเป็นวิศวกรเพื่อสร้างสรรค์ประเทศ
แต่เลือกเอางาน “โง่และง่าย” อย่างการเสิร์ฟอาหาร เพื่อเลี้ยงชีพแทน
-
เมื่อไม่มีวิศวกร ไม่มีนักค้นคว้า ประเทศนั้นก็จะเสีย “ความได้เปรียบ”
ที่คนรุ่นก่อนทำไว้ให้ลูกหลาน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
-
เมื่อไม่มีการคิดค้นนวัตกรรม ก็ไม่มีความได้เปรียบ
เมื่อไม่มีความได้เปรียบ ก็ไม่มีสภาพคล่องในเศรษฐกิจ เพราะหาเม็ดเงินมาเองไม่ได้
วิธีโง่ๆง่ายๆ ในการแก้ไขปัญหาแบบนี้ ตามแบบฉบับโลกเสรีคือ “รัฐต้องใช้จ่าย”
“รัฐต้องใช้จ่าย” ก็คือกับดักบอกเคนส์…
-
รัฐต้องใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คนไม่สร้างนวัตกรรม
ทำให้ใช้จ่ายไปก็เท่านั้น เหมือนหนีปัญหา ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ
เพราะความได้เปรียบจริงๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากนวัตกรรม
แต่เศรษฐกิจที่เหมือนดูดี เพราะรัฐใช้จ่าย…
-
หากรัฐจะใช้จ่าย รัฐก็ต้องนำเงินในคลังมาใช้จ่าย
ถ้าเงินในคลังมีก็รอดไป แต่นวัตกรรมไม่เกิด เก็บภาษีไม่ได้ เงินในคลังก็ร่อยหลอ
พอร่อยหลอ ก็ออกพันธบัตรรัฐบาลมากู้
พอกู้เรื่อยๆ แต่ไม่มีตังจ่าย เพราะเก็บภาษีเพิ่มไม่ได้ ก็ไม่มีตังจ่ายหนี้เงินกู้พันธบัตร…
สุดท้ายก็กลายเป็น “ปัญหาหนี้ยุโรป” ที่เราเห็นในขณะนี้นั่นเอง…
-
จะเห็นได้ว่า ปัญหาทั้งหมดนั้น เกิดจาก “โลกเสรี” ที่ไม่มีการควบคุม
ผู้คนเหี้ยได้ เอาเปรียบได้ ก็เหี้ยไป เอาเปรียบไป เพื่อให้ตนสบาย
พูดง่ายๆว่า ทำนาบนหลังคนนั่นเอง
-
สุดท้าย ลูกหลานที่เกิดมาสบายของคนที่ได้เปรียบนั้นก็ไม่ไขว่คว้า
แต่ก็สร้างปัญหาทางเศรษฐกิจที่เราพบในโลกปัจจุบันนี้
-
ประชากินผัดไท มีปัญหาไปแล้ว และ prove ในประเทศพัฒนาแล้วว่ามีปัญหา
แนวคิดโลกเสรีที่ไม่มีการควบคุม หรือการจัดการจากรัฐเพื่อกำหนดทิศทางเป็นสิ่งที่ผิดพลาด
แต่สังคมไทย เรากำลังจะดำเนินไปในโลกเสรีแบบนั้น…
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2558
ซึ่งสนับสนุนแนวคิดโลกเสรี แล้วเรายังจะไปทำแบบนั้นอีกเหรอ???
ประวัติศาสตร์ก็แสดงแล้ว ยังไม่เตรียมหาทางป้องกันอีกเหรอ ???
-
ผมข้องข้าง อคติกับ “เสรีภาพ” ในระบบประชากินผัดไท
เนื่องจาก การให้เสรีภาพตามแนวคิดโลกเสรีนั้น จะทำให้ผู้คนแสดงจริตหยาบ ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
โดยที่กฏหมายไม่สามารถควบคุมได้ เพราะนี่มันคือ โลกเสรีที่ทุกคนมีสิทธิ ขอแค่ไม่ล้ำเส้นผู้อื่น
แต่คำว่า “ล้ำเส้นผู้อื่น” นั้นมัน Abstract มากต้องตีความอีกยาวไกล
และการตีความในแต่ละครั้งยังไม่มีมาตรฐานที่เท่ากัน แล้วแต่ปริบททางสังคมขณะนั้น
แล้วเรายังศรัทธาใน “โลกเสรี” อีกเหรอ…
-
สุดท้ายผมขอยกคำสอนทาง พุทธศาสนา ว่าคนเรานั้นเกิดมาเป็นบัว 4 เหล่า
มีทั้งแบบที่ปรับได้ และปรับไม่ได้ (พ้นน้ำ, ปริ่มน้ำ, กลางน้ำม จมน้ำ)
นั่นก็แสดงว่า จริตที่ติดตัวคนตอนกำเนินมานั้น มีไม่เท่ากัน ทั้งดีและเลว
บางคนสามารถชี้นำให้เป็นผู้ประเสริฐได้ บางคนต้องเป็นไปตามกรรม
-
แต่โลกเสรีบอกว่า เราไม่ต้องชี้นำผู้ที่สามารถประเสริฐได้ และไม่ต้องควบคุมผู้ที่เป็นไปตามกรรม
เพราะถ้าพวกเค้าไม่ไปรบกวนสิทธิของคนอื่น (ซึ่งการรบกวนสิทธิเป็นภาพบางๆอย่างที่บอกไป) แล้ว
ก็ให้พวกเค้าแสดงสิทธิในโลกเสรีได้ต่อไป…
แล้วมันจะเดินต่อไปได้อย่างไร…
-
ผมวิงวอน พวกบ้าแนวคิดโลกเสรี ช่วยคิดให้ละเอียดหน่อยครับ
ว่าจริงๆ เราควรปล่อยทุกอย่างเป็นไป หรือเราควรควบคุมบางอย่างไว้ เพื่อส่วนรวม
“โลกเสรี” ไม่ใช่ “โลกพอเพียง”
“โลกพอเพียง” ต้องมีการส่งเสริม จารีต ศีลธรรม ซึ่งพยายามไม่บังคับ
แต่ทุกคนต้องมี จารีต ศีลธรรม…
เพราะการคิดถึงผู้อื่น เผื่อแผ่ผู้อื่น และดูแลผู้อื่นนั้น เป็นหลักในการเกื้อกูลกรรมและค้ำจุนโลก
-
แต่สุดท้าย ถึงผมจะรู้ว่า “สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม” ถึงผมพูดไปก็ไม่มีประโยชน์
แต่ก็ดีกว่า ผมไม่พูดอะไร
-
บทส่งท้าย: ผมเลือกลงทุนในหลายรูปแบบ ซึ่งในโลกเสรีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
แต่ในความคิดผม มันก็แค่การทำนาบนหลังคน พูดง่ายๆว่า เราเอาเม็ดเงินไป
ซื้อหุ้นบริษัทเพื่อรอปันผล หรือรอผลตอบแทน
แต่ปันผลหรือผลตอบแทนนั้น ผมแทบไม่ได้ลงแรงเลย ลงแค่ทรัพย์ ซึ่งเป็นสิ่งสมมุติ
แต่คนอื่นๆ ในองค์กรที่ผมลงทุนนั้น เค้าได้ออกแรงแทบตาย เพื่อให้ได้เงินเดือนค่าจ้าง
ส่วนผมแค่ทำนาบนหลังคนถือหุ้นไปวันๆ นี่คือความน่าเกลียดของระบอบทุนนิยมที่แผงมาในโลกเสรี
แต่ผมก็เลือกที่จะทำแบบนั้น เพื่อปลดปล่อยเรื่องปากท้องตนเองจากโลกเสรี
และเพื่อมีเวลามาลงรายละเอียด การสร้าง “โลกพอเพียง”
-
ขอบคุณครับ…
-
ความไม่เห็นด้วยกับโลกเสรี
Filed under Philosophy